เจาะลึกเทียบผลงานในลีก แมนฯ ซิตี้ พบ ลิเวอร์พูล

      เกมพรีเมียร์ลีกอังกฤษ นัดที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเปิดรัง เอติฮัด สเตเดี้ยม เจอกับ ลิเวอร์พูล ในวันอาทิตย์ที่ 10 เมษายนนี้ ถือเป็นเกมที่ได้รับความสนใจจากหลายคน เพราะตอนนี้ “เรือใบสีฟ้า” ที่เป็นจ่าฝูง นำหน้า “หงส์แดง” อยู่เพียง 1 คะแนนเท่านั้น ทำให้เกมนี้จะมีความสำคัญอย่างมากในการตัดสินแชมป์ลีกประจำฤดูกาล 2021-22 ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกสัปดาห์นี้มีเกมคู่สำคัญที่มีผลกระทบโดยตรงต่อการลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้ เป็นการพบกันระหว่างสองทีมนำหัวตาราง แมนซิตี้ VS ลิเวอร์พูล ถึงแม้จะไม่ใช่เกมตัดสินแชมป์โดยตรงเหมือนอย่างนัดชิงชนะเลิศบอลถ้วย แต่ก็จะทำให้ทิศทางการลุ้นแชมป์ในอีก 7 เกมที่เหลือนั้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น เราลองมาดูกันว่าหลังจบเกมนี้ตารางคะแนนมีโอกาสจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

       แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล ชุดช่วงหลายฤดูกาลที่ผ่านมาถูกยกให้เป็นคู่ปรับเบอร์ 1 ของวงการฟุตบอลเมืองผู้ดีด้วย จากการที่พวกเขาต่างก็มีเกมรุกที่น่าตื่นตาตื่นใจ ไปจนถึงการที่ต่างฝ่ายต่างก็มีกุนซือชั้นยอดเป็นคนวางหมากให้กับทีม ซึ่งหากอ้างอิงจาก who scored และ f-bref 2 เว็บไซต์ด้านสถิติแล้วนั้น มันก็จะเห็นว่าผลงานหลายด้านกับการเล่นเกมลีกประจำฤดูกาลนี้ของพวกเขาขับเคี่ยวสูสีกันในกลุ่มท็อปๆ เหมือนกัน

      การผ่านบอล โจเซป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนฯ ซิตี้ ขึ้นชื่อลือชาเรื่องการให้ทีมของเขาเน้นการผ่านบอลกันอย่างเป็นระบบเพื่อที่จะสร้างเกมรุกอันไหลลื่น ซึ่งก่อนถึงโปรแกรมสุดสัปดาห์นี้ของ พรีเมียร์ลีก นั้น ทีมของเขาก็นับเป็นทีมที่มีเปอร์เซ็นต์ผ่านบอลเข้าเป้ามากที่สุดด้วยจำนวนสูงถึง 89.8 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน

       ขณะที่ ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ถือเป็นทีมที่ผ่านบอลเข้าเป้ามากเป็นอันดับ 4 ในซีซั่นนี้ ด้วยตัวเลข 84.3 เปอร์เซ็นต์ แน่นอนว่าตัวเลขตรงนี้ของพวกเขาห่างจาก แมนฯ ซิตี้ ในระดับหนึ่ง แต่เชื่อหรือไม่ว่าหากดูเฉพาะการผ่านบอลที่เป็นจังหวะสำคัญ หรือการผ่านบอลที่นำไปสู่จังหวะการลุ้นประตูแล้วล่ะก็ ทีมของ คล็อปป์ นำเป็นอันดับ 1 ของลีกในตอนนี้ ด้วยค่าเฉลี่ย 13.9 ครั้งต่อนัด โดยที่ แมนฯ ซิตี้ ตามมาติดๆ เป็นอันดับ 2 ที่ 13.8 หนต่อเกม

      ในด้านการผ่านบอลเข้าไปในพื้นที่กรอบเขตโทษนั้น แมนฯ ซิตี้ นำเป็นที่ 1 ของลีกด้วยจำนวน 438 ครั้ง ส่วน ลิเวอร์พูล ตามมาเป็นอันดับ 2 ที่จำนวน 404 หน ถึงกระนั้นจำนวนรวมการแอสซิสต์ ทีมของ คล็อปป์ ทำได้เยอะกว่าด้วยจำนวน 56 ครั้ง จนเป็นที่ 1 ของลีก ส่วน แมนฯ ซิตี้ เป็นที่ 2 ของลีกจากการทำไปรวมแล้ว 42 แอสซิสต์

     – นีล เมลเลอร์ อดีตนักเตะของ ลิเวอร์พูล ปี 2002-06

      “ผมคิดว่าเกมนี้จะตัดสินกันในพื้นที่สุดท้ายว่าใครคมกว่า หรือใครจะฺผิดพลาดมากกว่า โดยปัญหาเดียวของ คล็อปป์ ที่ต้องตัดสินใจคือ เขาจะส่ง 3 ตัวรุกคนไหนลงสนาม เพราะนี่อาจเป็นจุดชี้วัดผลแพ้ชนะได้เลย”

     – แดนนี่ เมอร์ฟี่ อดีตกองกลาง ลิเวอร์พูล

      “แมนฯ ซิตี้ ได้เปรียบมากกว่าเพราะเล่นในบ้าน แต่เราต้องยอมรับว่าผลงานของ ลิเวอร์พูล เองในช่วงหลังมานี้มีความสม่ำเสมอมากกว่า”

      “ผมเลือกไม่ได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ ผลเสมอจะทำให้การแข่งขันเข้มข้นต่อไป แต่หากมีผลแพ้ชนะขึ้นมา โมเมนตัมจะเอียงไปทางฝั่งที่ชนะค่อนข้างเยอะเลย”

     – กาเบรียล อักบอนลาฮอร์ อดีตนักเตะของ วิลล่า

      “ผมคิดว่าคนสำคัญในเกมนี้คือ ไคล์ วอล์คเกอร์ หากเขาลงตัวจริงเขาจะเป็นคนที่สามารถหยุดยั้งเกมริมเส้นของ ลิเวอร์พูล ได้อย่างแน่นอน ผมขอถือหางฝั่ง ซิตี้ ว่ามีโอกาสชนะในเกมนี้มากกว่า”

     – เวย์น รูนี่ย์ อดีตนักเตะของ แมนฯ ยูไนเต็ด

      “เกมนี้สำคัญและมีผลต่อการลุ้นแชมป์ และด้วยความสัตย์จริง ผมคิดว่า ลิเวอร์พูล กำลังฟอร์มดีกว่า พวกเขาจะบุกไปคว้าชัยชนะที่เอติฮัดและแซงนำเป็นจ่าฝูงได้”

ใครพร้อมกว่า “แมนฯ ซิตี้ V ลิเวอร์พูล” ก่อนเกมชี้ชะตา

     
       เจาะลึกเทียบผลงานในลีก แมนฯ ซิตี้ พบ ลิเวอร์พูล

      ใครพร้อมกว่า “แมนฯ ซิตี้ V ลิเวอร์พูล” เผยสภาพทีมล่าสุดก่อนเกมชี้ชะตา

       การกดดันคู่แข่ง เกมฟุตบอลนั้นการกดดันไม่ได้ใช้เฉพาะในแดนของตัวเองเท่านั้น เพราะหากกดดันคู่แข่งตั้งแต่ที่บอลยังอยู่ในฝั่งของอีกฝ่ายได้มันก็จะทำให้ทีมมีโอกาสได้ประตูสูง ซึ่งจนถึงตอนนี้ ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่มีเปอร์เซ็นต์การกดดันคู่แข่งจนทำให้อีกฝ่ายเสียบอลได้ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีก ด้วยจำนวน 32.3 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

      ทางฝั่ง แมนฯ ซิตี้ ผลงานของวพวกเขาตรงจุดนี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าทีมดังของย่านเมอร์ซี่ย์ไซด์เท่าไหร่นัก เพราะความสำเร็จในการกดดันคู่แข่งของพวกเขาอยู่ที่ 32 เปอร์เซ็นต์เป๊ะๆ จนถือเป็นอันดับ 3 ของลีก ส่วนทีมที่มีเปอร์เซ็นต์กดดันคู่แข่งได้ดีที่สุดของลีกนั้นคือ ไบรท์ตันฯ ที่ทำได้ 32.6 เปอร์เซ็นต์

      เกมรับ 6.50 ครั้งต่อนัด คือค่าเฉลี่ยจำนวนครั้งที่ แมนฯ ซิตี้ ปล่อยให้คู่แข่งมีโอกาสได้ยิงตลอดการเล่นเกมลีกในฤดูกาลนี้ นั่นทำให้พวกเขาเป็นทีมที่ปล่อยให้คู่แข่งมีจังหวะลุ้นทำประตูน้อยที่สุดเป็นอันดับ 1 ของลีก ดังนั้นมันจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ตอนนี้พวกเขาจะเป็นทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดในลีกด้วยจากการโดนสอยตาข่ายไปเพียง 18 ครั้ง

      อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูล ก็ตามมาติดๆ เป็นอันดับ 2 ในทั้ง 2 ด้านที่ว่า หลังจากพวกเขาปล่อยให้คู่แข่งได้ลุ้นประตูเฉลี่ยแล้วแค่ 8.23 ครั้งต่อเกม จนทำให้ตอนนี้เสียไปเพียง 20 ประตูเท่านั้น และตอนนี้ทั้ง 2 ทีมก็เก็บคลีนชีทได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของลีกร่วมกันด้วย ที่จำนวน 18 เกม

      ลูกกลางอากาศ แมนฯ ซิตี้ กับ ลิเวอร์พูล ไม่ได้โดดเด่นแค่ในด้านการต่อเกมบนพื้นเท่านั้น พวกเขายังเล่นได้น่าประทับใจในด้านลูกกลางอากาศด้วย เพราะว่าตอนนี้ ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่มีเปอร์เซ็นต์ชนะการดวลลูกกลางอากาศมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีกที่จำนวน 54 เปอร์เซ็นต์ ส่วน แมนฯ ซิตี้ ตามหายใจรดต้นคอที่ 53.9 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ 1 คือ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ทำไป 55.7 เปอร์เซ็นต์

      การยิง อย่างที่บอกไปในเบื้องต้นว่าทั้งคู่ต่างก็เป็นทีมที่มีเกมรุกดีเป็นลำดับต้นๆ ของเกาะอังกฤษในช่วงหลายฤดูกาลที่ผ่านมา การที่ ลิเวอร์พูล คือทีมที่ยิงในลีกได้มากที่สุดในตอนนี้ด้วยจำนวน 77 ลูก โดยมี แมนฯ ซิตี้ ตามมาเป็นที่ 2 ด้วยตัวเลข 70 ประตูถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ช่วยยืนยันถึงเรื่องนั้นได้เป็นอย่างดี

     นอกจากนี้ ลิเวอร์พูล ยังเป็นทีมที่มีจังหวะลุ้นประตูเฉลี่ยต่อ 1 นัดสูงที่สุดของลีกในตอนนี้ด้วย จากค่าเฉลี่ยการได้ยิง 19.2 ครั้งต่อ 1 เกม โดยที่ 2 ก็เป็น แมนฯ ซิตี้ ซึ่งทำได้ 18.5 ครั้งต่อนัด ส่วนถ้าวัดเฉพาะการยิงตรงกรอบนั้น ลิเวอร์พูล ก็นำเป็นอันดับ 1 ด้วยผลงาน 7 ครั้งต่อเกม ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ทำได้ 6.8 หนต่อนัด

สรุป ศึกชิงจ่าฝูงครั้งนี้ ชัยชนะที่อาจนำไปสู่ถ้วยแชมป์

     
       เกมนี้ทั้งสองทีมน่าจะเล่นกันรัดกุมมากขึ้นกว่าเดิมพยายามครองบอลไว้กับทีมตัวเองให้มากที่สุดแต่คงไม่ถึงขั้นกับเร่งทำเกมบุกเข้าใส่กันเต็มที่ ถึงแม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นเกมตัดสินแชมป์แต่สำหรับทั้งสองทีมแล้วคงเป็นแค่การชิงความได้เปรียบเพื่อเพิ่มโอกาสคว้าแชมป์มากกว่า โดยเฉพาะแมนซิตี้ผลเสมอก็ยังไม่เสียหายอะไรมาก แต่ถ้าพลาดแพ้ขึ้นมานอกจากไม่ได้คะแนนแล้วสิ่งที่จะเสียมากที่สุดก็คือขวัญและกำลังใจของนักเตะ จึงน่าจะเน้นครองบอลรอจังหวะผิดพลาดของคู่แข่งแล้วจึงเร่งเข้าโจมตีเร็วตามที่ถนัด ส่วนลิเวอร์พูลเสียเปรียบเรื่องคะแนนและโปรแกรมที่เหลือค่อนข้างหนักกว่าจึงจำเป็นต้องเปิดเกมรุกมากกว่าแต่แบ็คสองฝั่งคงไม่เติมสูงเหมือนเกมอื่นๆ เกมรับดันสูงใช้กับดักเช็คล้ำหน้าคอยจัดการแนวรุกของแมนซิตี้แต่ก็จะพลาดไม่ได้เลยเหมือนกัน ลูกตั้งเตะและการวางบอลจากแนวลึกจะเป็นอีกทีเด็ดในการเข้าทำประตุของลิเวอร์พูล เมื่อเก่งมาเจอเก่งโอกาสแบ่งแต้มกันย่อมมีสูง ความเก่งอาจะช่วยพาให้ทีมชนะได้ แต่ความผิดพลาดเล็กน้อยก็อาจนำความพ่ายแพ้มาสู่ทีมได้เช่นกัน ท้ายที่สุด เวลาล่วงเลยมาถึงปี 2021/22 ทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี้และลิเวอร์พูล ต้องโคจรมาลุ้นแชมป์อีกครั้ง ดังนั้นตำแหน่งแชมป์ในปี 2021/22 จึงเป็นปีที่น่าลุ้นด้วยเช่นกันว่า วิถีของใครจะนำทีมสู่ความสำเร็จได้มากกว่า  ติดตามข่าวสารกีฬาได้ที่  BETHENG99  สนใจแทงบอลสดออนไลน์ได้ที่  THB999  ติดตาม เจาะลึกเทียบผลงานในลีก แมนฯ ซิตี้ พบ ลิเวอร์พูล 

error: